ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว

คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)

เปิดใช้งานตลอด
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการ ใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการใน สาระสำคัญของ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

คุกกี้เพื่อการใช้งานเว็บไซต์ (Functional Cookies)

คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จดจำตัวเลือกต่าง ๆ ที่ท่านได้ตั้งค่าไว้และช่วย ให้เว็บไซต์ส่งมอบคุณสมบัติและเนื้อหาเพิ่มเติมให้ตรงกับการใช้งานของท่านได้ เช่น ช่วยจดจำชื่อบัญชีผู้ใช้งานของท่าน หรือจดจำการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าขนาดฟอนต์หรือการตั้งค่าต่าง ๆ ของหน้าเพจซึ่งท่านสามารถปรับแต่งได้ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้อาจส่งผลให้เว็บไซต์ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์

คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

image header.
ระบบศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
image header.

  • หน้าแรก
  • ผลงาน
  • ปิดทองประดับลายกรวยเชิง ลายลูกฟักคอสอง ประดับฝ้าพาไล

ปิดทองประดับลายกรวยเชิง ลายลูกฟักคอสอง ประดับฝ้าพาไล


photo-ปิดทองประดับลายกรวยเชิง ลายลูกฟักคอสอง ประดับฝ้าพาไล
พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย

ปิดทองประดับลายกรวยเชิง ลายลูกฟักคอสอง ประดับฝ้าพาไล

2 เมตร

ลงรักปิดทอง ประดับกระจก

ประณีตศิลป์

     พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย สร้างเพื่อนั่งดูปาฏิหาริย์  เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมากรมศิลปากรได้จัดพิธีบวงสรวงเพื่อจะบูรณะซ่อมแซมพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย

    ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง ๘๙ ปีแล้ว หลังจากนั้นก็จะย้าย  กลับไปประดิษฐานที่พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม ตามเดิม หลังจากที่พระที่นั่งองค์นี้ได้ซ้ายมาตั้งแต่ปี  ๒๔๗๐

     ความเป็นมาของพระที่นั่งองค์นี้นับเป็นเรื่องอัศจรรย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ เพื่อเป็นที่ประทับ  ทอดพระเนตรปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์องค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งปรากฏขึ้นต่อพระพักตร์ถึง ๓ รัชกาล และโปรดให้สร้างพระที่นั่งองค์นี้ขึ้นหลังจากที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรเป็นครั้งที่  ๒
ปาฏิหาริย์องค์พระปฐมเจดีย์ถูกจารึกครั้งแรกในรัชกาลที่ ๔ พระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระชาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า

    "เมื่อปีมะโรง อัฐศก วันเสาร์ เดือน ๑ ขึ้น ๒ ค่ำ ( ๒9 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓99 ) เห็นที่องค์พระปรางค์เป็นดวงช่วงออกมาทางซุ้มดูหาทิศเหนืออีกคราว ๑ ครั้นมาถึงวันพฤหัส เดือน ๑ ขึ้น ๗ ค่ำ เห็นรัศมีส่องไปทั้งองค์ปรางค์เหมือนแสงดอกไม้เทียน จับอยู่ที่องค์พระได้เห็นด้วยกันมาก ในเดือน ๑ ปีมะโรง อัฐศก เห็นอัศจรรย์ ๒ ครั้ง การที่ปาฏิหาริย์มีนั้นทุกปี ๆ ละ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้าง ถ้าสมโภชเวียนเทียนเมื่อใดก็เป็นทุกคราว และที่พระปฐมเจดีย์มีเหตุอัศจรรย์หลายอย่าง คือองค์พระปรางค์ ลางทีเดือนมืดก็บังเกิดเป็นรัศมีเหมือนบุคคลเอาผ้าขาวเข้าไปหุ้มไว้แล้วก็หายไปทีละน้อย ๆ แล้วก็สว่างขึ้นทีละน้อย ๆ จนเต็มกำลัง และเห็นขึ้นไปจนตลอดยอดนภศูล ลางทีก็สว่างซีกหนึ่ง ลางทีสว่างข้างล่าง มืดข้างบน แล้วสว่างข้างบน มืดข้างล่าง เมื่อจะสว่างนั้นก็เป็นรัศมีเรืองขึ้นที่ละน้อย ๆ สว่างเต็มกำลังตลอดจนยอดนภศูล แล้วรัศมีก็โรยอ่อนลงมาทีละน้อย ๆ จนมืดไปทั้งองค์พระปรางค์ แล้วก็ค่อย ๆ มีรัศมีเรื่อง ๆ ขึ้นมาอีกดังกล่าวมาแล้ว เป็นอยู่ ๒ ทุ่มบ้าง ๓ ทุ่มบ้าง แล้วจึงหายไปทีเดียว ลางทีก็เห็นเป็นดวงดาวติดอยู่ปลายยอดนภศูล รัศมีแดงเหลืองสีต่าง ๆ ค่อย ๆ เลื่อนลงมาทีละน้อย หายไปในช่องดูหา ลางทีดูที่องค์ พระปรางค์มืดเป็นปกติ แต่ขอบริมนั้นมีรัศมีขาวสว่างขึ้นไปตลอดยอด..."
 

    ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔
๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จไปพระราชทานผ้าพระกฐินแล้วประทับอยู่ ๒ คืน ได้ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์อีก พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการที่ประชุมอยู่ในที่นั้นก็เห็นกันพร้อมหน้า พระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า

    “...พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปีติ โสมนัส รับสั่งว่าเหมือนผีหลอก ไม่รู้ ที่จะว่าอย่างไรได้ เห็นจะเป็นไฟธาตุดินอยู่ในอิฐปูนถูกน้ำฝนเข้าก็เกิดเป็นรัศมีขึ้น ที่รับสั่งตรัสดังนี้ เพื่อจะมิให้คนที่ถือศาสนาพากันติเตียนได้ แต่ทองทศทองทิษมีอยู่ในฉลองพระองค์เท่าใดก็ถอดพระราชทานให้เป็นส่วนพระราชกุศลจนสิ้น"

พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย สร้างเพื่อนั่งดูปาฏิหาริย์

   พวกคนยุโรปที่ไปเที่ยวนครปฐมและพบเหตุอัศจรรย์นี้ ถึงกับนั่งลงกราบไหว้แบบคนไทย ทั้งยังมีโต๊ะหะยีแขกไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ เมื่อคนไทยถามว่าเป็นแขกมานับถือแบบนี้ไม่เป็นบาปหรือ แขกก็บอกว่าเขากราบไหว้แท่นบรรทมของพระเจ้า ที่คนโบราณสร้างพระเจดีย์ครอบไว้ จะเป็นบาปได้อย่างไร

   มีบางคนกล่าวว่าที่องค์พระปฐมเจดีย์มีรัศมีเรืองขึ้นนั้น เป็นเพราะสารที่ตำราฝรั่งเรียกว่าฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารมีรัศมีเรืองแสง ไม่ใช่อภินิหารของพระสารีริกธาตุแต่อย่างใดพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ซึ่งได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า 'พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย' จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา พระยาอนุชิตชาญชัย พระวิสูตรโยธามาตย์ เอาฟอสฟอรัส เครื่องมือต่าง ๆ ไปทำการทดลอง พอทั้ง 3 รับงานทดสอบปาฏิหาริย์ องค์พระปฐมเจดีย์ยังไม่ทันจะได้ลงมือ เจ้าหญิงและหม่อมห้ามในกรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชาพร้อมด้วยบุตรกรรยาของพระยาอนุชิตชาญชัย และบ่าวไพร่ได้พากันไปเที่ยวหลังองค์พระ ก็ถูกฝูงผึ้งจำนวนหนึ่งเข้าโจมตี ต้องวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง บ้างก็เข้าไปในดงหนาม บ้างก็วิ่งไปชนต้นไม้จนหัวแตก บ้างก็ถึงกับผ้าผ่อนหลุดลุ่ย ต้องมีคนเอาผ้านุ่งไปให้จึงกลับมาได้ ทั้งๆ ที่บูรณปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์มา ๑0 ปี ไม่เคยมีใครถูกผึ้งต่อยเลย

    ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงเผชิญปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์ถึง ๒ ครั้ง แต่พระองค์ไม่ได้รับสั่งให้ใครฟัง เก็บความแปลกพระทัยไว้เงียบ ๆจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ขณะยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๒ และมีพระราชหัตถเลขามากราบทูลพระราชบิดาว่า

   "ด้วยเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม ร.ศ.๑๒๘ นี้ ตรงกับวันขึ้น ๑0 ค่ำเดือน ๑๑ เวลาดึก ๒ ยามกับ ๕๕ นาที ข้าพระพุทธเจ้าได้นั่งอยู่ที่เรือนสนามจันทร์ มีข้าราชการและมหาดเล็กอยู่ ด้วยเป็นอันมาก ได้เห็นองค์พระปฐมมีรัศมีสว่างพราวออกมาทั้งองค์ ดูประหนึ่งว่าองค์พระปฐมเจดีย์ด้านตะวันตกคือค้านที่เล็งตรงกับสนามจันทร์นั้น ทาด้วยฟอสฟอรัสพราวเรืองตั้งแต่คอระฆังลงมาหน่อยหนึ่งตลอดขึ้นไปจนขอดมงกุฎ และซ้ำยังมีรัศมีพวยพุ่งสูงขึ้นไปอีกประมาณ ๓- ๔ วา ปรากฏแก่ตาอยู่อย่างนี้ ๑๗ นาที แล้วรัศมีตอนใต้แต่ปล้องไฉนตลอดยอดก็คับลงไปทันที เหลือสว่างอยู่แต่ตอนช่องมะหวดลงมาอีกสักไม่ถึงกึ่งนาทีก็ดับหายไปหมด มืดแม้จะมองแต่รูปองค์พระก็ไม่ถนัด ข้พระพุทธเจ้า ได้นับผู้ที่เห็นในขณะนั้น ตลอดจนทหารที่อยู่ยาม ๔ คน เป็นจำนวน ๖๔ คน

   ข้าพระพุทธเจ้าลองคิดดูตามไซแอนซ์ ว่าบางทีจะเป็นด้วยตอนฝนตกหนักละอองฝนจะติดค้างอยู่ที่กระเบื้องที่ประดับองค์พระปฐมบ้าง ครั้นตอนดึกจวนพระจันทร์ตกแสงจันทร์ส่องทอตรงได้ระดับฐานฉากกับองค์พระปฐม จึงเกิดแสงแพรวพราว ฉะนั้นพอจันทร์เหลื่อมเข้าเมฆแสงลับไป รัศมีที่องค์พระปฐมก็หายไปด้วย ครั้นรุ่งขึ้นได้ทราบเกล้าฯ ว่าจีนที่รับเหมาทำศาลารัฐบาลซึ่งอยู่ด้านตะวันออกองค์พระ และชาวตลาดอีกหลายคนซึ่งอยู่เหนือองค์พระก็เห็นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ว่ารัศมีได้พราวออกทั่วองค์พระเป็นอันพ้นวิสัยที่แสงจันทร์จะถึงได้ หรือว่าจะมีธาตุฟอสฟอรัสอยู่ในองค์พระธาตุนั้น จะส่องแสงแพรวพราวในเวลากลางคืนได้ก็ต่อเมื่อได้ต้องแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันมากพอ ในเวลากลางวันก็ชอุ่ม ตอนเย็นก็ฝนตก ไม่ใช่ธาตุฟอสฟอรัสแน่ จึงเป็นอันจนด้วยเกล้าฯ ที่อ้างแสงรัศมีนั้นเป็นด้วยเหตุไรนอกจากว่ามหัศจรรย์ยิ่ง

   พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย สร้างเพื่อนั่งดูปาฏิหาริย์ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๕ ข้าพระพุทธเจ้าได้ นิมนต์พระสงฆ์ ๑0 รูป มีพระนิกรมุนีเป็นประธาน สวดมนต์เย็นในพระวิหารองค์พระแล้วได้ เดินเทียนสมโกชองค์พระ ๓ รอบ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๖ เวลาเช้า พวกข้าราชการ พ่อค้า ราษฎรชาวพระปฐมเจดีย์ มีความปีติยินดีช่วยกันจัดของไปถวายและเลี้ยงพระหมดทั้งวัดพระปฐมเจดีย์เป็น จำนวน ๖๘ รูป เวลาค่ำได้มีละครเรื่องสุวรรณหงษ์ ตอนกุมพลถวายม้าฉลองหนึ่งคืนเป็นเสร็จการ

   พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสว่า
"เรื่องพระปฐมเจดีย์กระทำปาฏิหาริย์ตามลักษณะที่เล่ามานี้ ช่างไม่มีอะไรผิดกับที่เคยเห็น ๒ คราวแค่สักนิดเดียว เวลาที่ได้เห็นนั้นคนมากยิ่งกว่าที่นับมา เห็นปรากฏด้วยกันทั้งหมด จึงได้มีเรื่องตรวจตราซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พ่อเข้าใจในลักษณะที่เล่าว่าเป็นอย่างไร แลเชื่อว่าได้เป็นเช่นนั้นจริงเพราะเคยเห็น แต่จะเป็นด้วยอันใด เหลือที่จะยืนยันฤา รับรองให้คนอื่นเห็นด้วยจริงได้ จึงไม่ได้เล่าให้ใครฟังในชั้นหลัง ๆ นี้ เพราะห่างจากเวลาที่ได้เห็นนั้นมาก เข้าใจว่าการที่เป็นเช่นนั้นได้จะได้เป็นอยู่เนือง ๆ แต่หากคนนั้นตกต่ำลงก็เข้านอนเสียไม่สังเกต แปลกอยู่หน่อยแต่ที่เวลาเป็นมักจะเป็นเดือน ๑๑ เดือน ๑ ๒ เดือนขี่ เวลาเดินบกมาถึงที่นั้นฤาเสด็จออกไปหลายครั้งไม่เคยมีเลย ขออนุโมทนาด้วยในส่วนกุศลที่ได้ทำ"

    ต่อมาใน ปี พ.ศ. ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อได้ครองราชย์แล้ว ก็ได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์อีกในคืนเดือนมืด พร้อมข้าราชบริพาร ตำรวจ และเสือป่าเข้าฝ้าอยู่ที่สนามจันทร์ประมาณ ๒
00 คน ซึ่งได้เห็นกันทุกคนรวมทั้งราษฎรที่อยู่รอบองค์พระ
 
หลังจากนั้นได้ทรงสร้างพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร์ ใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรพระปฐมเจคีย์โดยเฉพาะ ซึ่งใน พ.ศ. ๒๔๗๐ หลังจากสวรรคตแล้วกระทรวงวังได้ให้ย้ายพระที่นั่งองค์นี้มาปลูกรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ส่วนประกอบสำคัญของพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย

1. หน้าบันจำนวน 2 ด้าน

2. ลายหน้ากระดานฐานพระ(เครื่องประดับชั่ว) จำนวน 2 ค้าน

3. ช่อฟ้าจำนวน 2 ตัว

4. ไประกาหางหงส์จำนวน 2 ด้าน

5. สันตะเข้ (สันเหรา) จำนวน 4 ตัว

6. ฝ้าประธานจำนวน 2 ห้อง

7. ฝ้าพาไรจำนวน 2 ชั้น ชั้นใน 4 ด้านชั้นนอก 4 ด้าน

8. เชิงกลอน (เชิงชาย)จำนวน 4 ด้าน รวมทั้งหมด 8 ด้าน

9. คานจำนวน 8 คาน

10. ข้อสองจำนวน 4 ด้าน

11. สะพานหนูจำนวน 8 เส้น

12. บัวฟันยักษ์

13. ลายฉลุใต้ขื่อ

14. ลายประจำยาม (ดอกสีกลีบ) ลายดอกจอก (ดอกแปดกลีบ)

15. ไม้แปรหลังดา

16. ไม้จันทัน

17. เสาจำนวน 8 ต้น

18. แท่นยกจำนวน 4 ค้าน

19. แท่นรองจำนวน 4 ด้าน

20. ขอบพื้นแท่นยกจำนวน 4 ด้าน

21. ขอบพื้นแท่นรองจำนวน 4 ด้าน



01 มกราคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2558

- ส่วนประกอบต่างๆของพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนมีอายุค่อนข้างมากลวดลายต่างๆ มีความบอบบางต้องปฏิบัติงานทำพื้นลงรักปิดทองด้วยความระมัดระวังให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

 
- ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ลงรักปิดทองแต่รักครั้งนี้ต้องทำให้แห้งสนิท ถึงจะทำพื้นขั้นต่อไปได้ ถ้ายังไม่แห้งสนิทขั้นตอนต่อไปจะทำให้พื้นแต่ละชั้นเกิดความเสียหายผุพองได้

 
- ช่างทุกคนต้องมีความระมัดระวังในการปฏิบัติงานเพราะยางของรักเป็นวัสดุที่สามารถทำให้ เกิดอาการแพ้ต้องหาถุงมือหรือทานยาแก้แพ้ป้องกันอาการก่อนปฏิบัติงาน

 
- ในการปฏิบัติงานส่วนประกอบแต่ละชั้นมีขนาดใหญ่การยกหรือเคลื่อนข้ายต้องใช้บุคลากร ค่อนข้างมากและต้องมีความแข็งแรงควรมีอุปกรณ์และเครื่องมือทุ่นแรงช่างเพื่อให้ปฏิบัติงานได้สะดวกสบายไม่เกิดความเสียหาย

-    ในการทำพื้นรักสมุกควรมีน้ำเข้าไปอยู่ผสมของรักสมุกต่างๆด้วยทำให้พื้นนั้นแห้งเร็วขึ้น

- ในการนวดรักสมุกที่ใช้สำหรับโป๊วควรนวดให้เนื้อสมุกและรักน้ำเกลี้ยงเข้าเป็นเนื้อเดียวกันเวลาโป๊วรักสมุกที่ได้จะไม่ถลกเวลาขัดก็จะไม่หลุดล่อนง่าย

 
- การขัดโดยการนำกระดาบทรายไปชุบน้ำแล้วนำมาขัดทำให้ชิ้นงานนั้นนั้นมีความเรียบเนียน ยิ่งขึ้นกว่าการขัดด้วยกระดาบทรายแห้งเพราะการขัดน้ำจะทำให้เนื้อที่ขัดออกมาไปอุดรอยตามด หรือฟองอากาศ เล็กๆได้เรียบเนียนยิ่งขึ้น

 
-   วัสดุที่ใช้ในการ โป๊วรักสมุกควรเป็นพลาสติกเพราะสามารถบิด โค้งไปตามลวดลายต่างๆของงานได้

 
การผสมชาดต้องผสมให้ชาดมีปริมาณเท่ากันกับรักจีนในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ช้อนตวงแต่ถ้าชั่งเป็น น้ำหนักแล้วชาดจะมีน้ำหนักมากกว่าจะ ได้สีชาดที่ออกมาสีสดและสีจะแดงสดยิ่งขึ้นเมื่อทาเทียวต่อไป

 
การใช้โก่ง บดชาดจะทำให้ได้เนื้อละเอียดเนียนยิ่งขึ้นเวลาทาจะเรียบเสมอกันทั้งชิ้นงาน

การผสมชาดควรใส่น้ำมันยางหรือน้ำมันลินสีดนิดหน่อยเพื่อให้ทาเรียบเนียนยิ่งขึ้นไม่เป็นรอยแปลงหรือพู่กันเวลาทา

 
เวลาผสมชาดเสร็จแล้วควรนำไปตากแดดหรืออังไฟเพื่อไม่ให้ชาดแห้งไวเกินไปถ้าได้ทั้งวัน

เป็นงานศิลปกรรมที่ทรงคุณค่า รูปแบบทางงานแกะสลักลงรักปิดทองที่สำคัญองค์หนึ่งของชาติไทยต้องช่วยกันดูแลให้ชนรุ่นหลังได้ไว้ศึกษาหาความรู้ต่อไปไม่ให้ผุพังไปตามกาลเวลา

ขั้นตอนที่ ๑

   ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลกรรมวิธีการปฏิบัติงานช่างโบราณจากหนังสือและผู้มีความรู้ประสบการณ์


ขั้นตอนที่ ๒

ลอกผิวเดิมออกด้วยน้ำยาทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ผิวเดิมที่ทาสีและปิดทองทับกันหลายครั้งทำให้ลวดลายไม่คมชัด

 

 

ถอดส่วนประกอบก่อนลอกผิว
 
 
ก่อนล้างทำความสะอาดลายกรวยเชิงประดับฝ้าพาไล



ลอกกะเทาะทำความสะอาด

ขั้นตอนที่ ๓

ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาที่มีสารสกัดจากมะนาว เช่น น้ำขาล้างจานสูตรมะนาวเพราะจะ ช่วยให้ขจัดคาบน้ำยาที่ติดผิวไม้จากการลอกสีออกให้หมดล้างด้วยน้ำเปล่าให้ไม่เหลือคราบ น้ำยาทิ้งให้แห้งสนิทประมาณ 3-5 วัน

 

  



ล้างทำความสะอาด


ขั้นตอนที่ ๔

เช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ประมาณ 2-3 ครั้งเพื่อให้พื้นผิวที่ลอกน้ำยาสะอาดให้มากที่สุดทิ้งให้แห้งสนิท 2-3 วัน


ขั้นตอนที่ ๕

นำสมุกกะลาบดละเอียดมา เทน้ำให้ท่วมคนให้เข้ากันทิ้งให้สมุกกะลาตกตะกอนน้ำจะใสเท น้ำออก นำมากรองด้วยผ้าแก้วหรือผ้าขาวบางบิดให้เกือบแห้งสนิท


ขั้นตอนที่ ๖

ผสมรักสมุกที่ใช้สำหรับทาโดยใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 5 (กะลาเปียก 1 ส่วน รักน้ำเกลี้ยง 5 ส่วน นวดให้เข้ากันลักษณะเนื้อหาที่ได้จะเหลวใช้สำหรับทา)

 

 

ผสมรักสมุก 1 ต่อ 5


ขั้นตอนที่ ๗

ทารักสมุก 1 ต่อ 5 มาทาในส่วนที่เป็นลวดลายและในส่วนที่เป็นพื้นทั้งหมดเข้าตู้หรือห้องที่ มิดชิดนำน้ำใส่ถังวางไว้ ให้ห้องหรือตู้ทิ้งให้แห้งสนิทประมาณ 1-2 สัปดาห์


 

ทารักสมุก 1 ต่อ 5


ขั้นตอนที่ ๘
นำกระดาบทราย ชุบน้ำมาเช็ดลูบเบาๆในส่วนที่เป็นลวดลายและพื้นทั้งหมด

ขั้นตอนที่ ๙
เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดในส่วนที่เป็นลวดลายและพื้นให้ทั่วประมาณ2-3 รอบทิ้งให้แห้งสนิท

ขั้นตอนที่ ๑๐
นำรักน้ำเกลี้ยงที่กรองเรียบร้อยแล้วมาทาในส่วนที่เป็นลวดลาย

ขั้นตอนที่ ๑๑

ในส่วนของพื้นให้ผสมรักสมุกเพื่อใช้โป๊ว อุดอัตราส่วน 5 ต่อ 3 (สมุกกะลาเปียก 5 ส่วนรัก น้ำเกลี้ยง 3 ส่วน นวดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันลักษณะเนื้อที่ได้จะเหนียวเหมาะสำหรับโป๊วอุดผิว)


ขั้นตอนที่ ๑๒

นำรักสมุกโป๊วในส่วนที่เป็นพื้นทั้งหมดเพื่อให้พื้นที่ได้เรียบเนียนยิ่งขึ้นเข้าคู้บ่ม เพื่อทำให้ พื้นที่โป๊วรักสมุกแห้งสนิท


ขั้นตอนที่ ๑๓

นำกระดาษทราย ชุบน้ำหมาดขัดในส่วนที่เป็นลวดลายและในส่วนที่เป็นพื้นทั้งหมด


ขั้นตอนที่ ๑๔

ใช้ผ้าเก็บฝุ่นชุบน้ำหมาดเช็ดทำความสะอาดให้ทั่วทั้งลวดลายและในส่วนพื้นทั้งหมดทิ้งให้แห้งสนิท


ขั้นตอนที่ ๑๕

นำรักน้ำเกลี้ยงที่กรองดีแล้วมาทาในส่วนที่เป็นลวดลายและพื้นรอบที่ 3 เข้าตู้บ่มเพื่อกันฝุ่นและทำให้ผิวแห้งสนิท


ขั้นตอนที่ ๑๖
นำกระดาบทราย ชุบน้ำหมาดขัดเบาๆในส่วนที่เป็นลวดลายทั้งหมด

ขั้นตอนที่ ๑๗
ใช้ผ้าชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดประมาณ 2-3 รอบทิ้งให้แห้งสนิทประมาณ 30 นาที

ขั้นตอนที่ ๑๘

นำรักน้ำเกลี้ยงที่กรองเรียบร้อยแล้วมาทาในส่วนที่เป็นลวดลายเพื่อปิดทองเข้าตู้หรือห้องเพื่อกันฝุ่นทิ้งให้เกือบแห้งสนิท

 



ทารักน้ำเกลี้ยงเพื่อปิดทอง


ขั้นตอนที่ ๑๙

นำทองคำเปลว 100% มาปูในส่วนที่เป็นลวดลายทั้งหมดใช้พู่กันแตะทองคำเปลวมายีลงบนลวดลายที่นิ้วกวด ไม่ถึงให้ทั่ว ปัดฝุ่นทองออกให้หมด

 


ปิดทองลายกรวยเชิงประดับฝ้าพาไล


ขั้นตอนที่ ๒๐
ในส่วนที่เป็นพื้นต้องขัดจนผิวเรียบเนียนดีแล้ว

ขั้นตอนที่ ๒๑

นำชาดที่บดละเอียดดีแล้วมาแช่ในน้ำให้ท่วมคนให้เข้ากันจนตกตะกอนเป็นน้ำใสรินน้ำออก อย่างเดียวเทน้ำใหม่เข้าไปประมาณ 2-3 ครั้งรินน้ำออกมานำชาดมา ตากจนแห้งการนำชาดมา แช่น้ำเพื่อล้างทำความสะอาดให้ชาดมีสีสดใสยิ่งขึ้น


ขั้นตอนที่ ๒๒

นำชาดที่ล้างทำความสะอาดจนแห้งดีแล้วมาบดให้ได้เนื้อละเอียดยิ่งขึ้นผสมรักจีนกับชาดใน อัตราส่วนชาด 1 ส่วน รักจีน 1 ส่วนบดให้เข้ากันเติมน้ำมันยางประมาณ 10% นวดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน 


นำชาดมาบดให้ละเอียด


นำชาดผสมรักจีนนวดให้เข้ากัน

 


ขั้นตอนที่ ๒๓

สมุกชาดที่บดละเอียดดีแล้วมาทาให้ทั่วในส่วนที่เป็นพื้นทั้งหมดทิ้งให้แห้งสนิทประมาณ สัปดาห์ เข้าตู้บ่มเพื่อกันฝุ่นหรือไม่เข้าก็ได้ (รักจีนมีคุณสมบัติแห้งเร็วกว่ารักน้ำเกลี้ยงและรักจีน ยังสามารถผสมกับสีที่ได้จากธรรมชาติเช่นชาด สีชอล์กโดยได้สีคงเดิมๆของสีนั้นฯ)

 

 

ทาสมุกชาด


ขั้นตอนที่ ๒๔
ทาสมุกชาด(คือชาดที่ผสมรักจีนนวดดีแล้ว) ประมาณ 2-3 รอบทิ้งให้แห้งสนิท

ขั้นตอนที่ ๒๕

นำกระจกสีขาวมาติดและเมเป็นแววหรือหยดน้ำมาประดับในส่วนที่เป็นลวดลายที่เป็นแววและหยุดน้ำทั้งหมด

 

ติดกระจกแวว


ขั้นตอนที่ ๒๖

ตรวจความเรียบร้อยก่อนส่งไปประกอบเป็นองค์พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย

 

ลวดลายกรวยเชิงลูกฟักคอสองประดับฝ้าพาไล



-
จำนวนผู้เข้าชม 317 คน
  BACK TO TOP